สมุนไพรใกล้ตัวทานเป็นประจำอายุยืน "ต้านอนุมูลอิสระ"

Last updated: Aug 3, 2017  |  978 จำนวนผู้เข้าชม  |  พืชผัก สวนครัว การปลูก | เทคนิคน่ารู้


Share

สมุนไพรต้านอนุมูลอิสระ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ใบชา

ใบชาเป็นเครื่องดื่มสารพัดประโยชน์มี 2 ชนิด ใหญ่ๆ คือ ชาจีนกับชาฝรั่งซึ่งกลิ่นและรสของชาทั้งสองชนิดจะต่างกันตามกรรมวิธีการผลิตและต้นกำเนิดของชานั้น ในใบชาอุดมไปด้วยสารคาเฟอีน ที่กระตุ้นสมองให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใสทั้งยังมีสารแทนนินที่มีรสฝาด ใช้แก้อาการท้องเสียได้ โดยการชงชาให้แก่จัดจนมีสีเข้มและฝาด แล้วนำมาจิบเรื่อยๆจนกว่าจะหยุดถ่าย นอกจากนี้ในชาจีนหรือชาใบหม่อน ยังมีสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ สามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีนที่เป็นสรก่อมะเร็งขั้นรุนแรงได้ดังนั้นเราจึงควรดื่มชาระหว่างมื้ออาหารเป็นประจำเพื่อช่วยป้องกันมะเร็ง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


เห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือมคุณสมบัติเป็นสารแอนติอ๊อกซิแดนซ์ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดมะเร็ง รวมถึงป้องกันการเกิดมะเร็งได้อีกด้วยทั้งนี้เพราะอวัยวะทุกส่วนในร่างกายจะมีผนังเซลล์ ซึ่งผนังเซลล์แต่ละชนิดนั้นจะมีค่าศักย์ไฟฟ้า (สังเกตจากเวลาที่เราไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาล จะสังเกตเห็นค่าศักย์ไฟฟ้าจากเส้นกราฟที่เป็นคลื่นหยักขึ้นหยักลงในกรอบเครื่องวัดที่ตั้งบริเวณหัวเตียงของผู้ป่วย) ซึ่งค่าศักย์ไฟฟ้าของแต่ละเซลล์นี้ จะมีค่าไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งจะมีค่าศักย์ไฟฟ้าสูงกว่าเซลล์อื่นๆ เพราะเซลล์มะเร็งเติบโตและขยายตัวรวดเร็ว จึงต้องการพลังงานมากกว่าเป็นพิเศษ และปัญหาที่ตมมาก็คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายจะไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ จนเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และไม่สามารถต่อต้านหรือทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่เห็ดหลินจือ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพราะในเห็ดหลินจือมีสารเยอร์มาเนียม ที่มีโครงสร้างสำคัญในการจับคลื่นอิเล็กตรอน ทำให้ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์มะเร็งลดต่ำลง ส่งผลทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ในเห็ดหลินจือยังมี สารโพลีแซคคาไรต์  และโปรตีนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานได้ตามปกติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะมีสรรพคุณช่วยในการรักษาโรคมะเร็งแล้ว ยังมีการนำเห็ดหลินจือไปใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยในการรักษาโรคตับ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคไตวาย โรคหัวใจ โรคระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงไขข้ออักเสบ อัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยเช่นกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


หญ้าเทวดา (หญ้าปักกิ่ง)

หญ้าปักกิ่ง หรือเล้งจื่อเฉ้า มีสรรพคุณเป็นยาเย็น มีคุณสมบัติช่วยในการยับยั้งโรคมะเร็งได้หลายชนิดด้วยกัน เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

ตามสรรพคุณของตำราจีน มักใช้หญ้าปักกิ่งในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ และกำจัดพิษต่างๆ โดยผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำคั้นสดจากลำต้นทั้งต้นของหญ้าปักกิ่ง ที่มีอายุประมาณ 3-4 เดือน ตั้งแต่ออกดอกใหม่ๆ มารับประทาน เพื่อลดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด หรือรักษาแผล บรรเทาอาการอักเสบของแผลเรื้อรังแผลมีหนอง ช่วยทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น และลดความเจ็บปวดจากบาดแผลได้อีกด้วย ทั้งนี้เพราะน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งจะมีสารกลัยโคสฟิงโคไลปิดส์ สารกลัยโคไซด์ฟลาโวนอยด์ อะกลัยโคน สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และกรดอะมิโน

ซึ่งสารสกัดจากหญ้าปักกิ่งเหล่านี้มีสรรพคุณต่อต้านการกลายพันธุ์ของยีนมีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ ซึ่งมีบทบาทในการต่อต้านสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้

วิธีการรับประทานหญ้าปักกิ่งในรูปของยาสมุนไพรสามารถทำได้โดย นำหญ้าปักกิ่งส่วนที่อยู่เหนือดิน จำนวน 6 ต้น (ประมาณ 100-120 กรัม) มาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้นๆ แล้วนำไปโขลกให้ละเอียด เติมน้ำลงไป 4 ช้อนโต๊ะ จะได้น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า- เย็น ติดต่อกันประมาณ 5-6 วัน จากนั้นให้หยุดยา 4-5 วันจึงค่อยรับประทานใหม่ แต่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ปริมาณตัวยาดังที่กล่าวมานี้ เป็นขนาดสำหรับผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กิโลกรัมขึ้นไป ดังนั้นหากเป็นเด็กและมีน้ำหนักตัวน้อยกว่านี้ ก็ควรลดปริมาณตัวยาลง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรมได้นำเอาหญ้าปักกิ่งมาพัฒนาให้อยู่ในรูปของยาเม็ด โดยในตัวยาทุกๆ 2 เม็ด จะมีสรรพคุณเท่ากับการรับประทานน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ (จากตัวยา 3 ต้น) โดยมีขนาดรับประทานวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1-2 เม็ด ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย

การรับประทานยาเพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัด และการรับประทานเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็ง ยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งกลับมาอีก จะให้รับประทานติดต่อกัน 7 วัน หยุดยา 4 วัน โดยทำแบบนี้ต่อเนื่องไปจนครบ 1 ปี ขณะเดียวกันก็ให้มีการตรวจหาเซลล์มะเร็งอย่างต่อเนื่องในทุกๆ 2 ปี ด้วยเช่นกัน

ข้อควรระวังอย่างยิ่งสำหรับการดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งคือ ห้ามรับประทานยาพร้อมอาหารแสลงจำพวก ผักบุ้ง ฟัก แฟง แตงกวา ผักกาดขาว มะระ หัวใช้เท้า  และหน่อไม้ เพราะจะทำให้ตัวยาออกฤทธิ์ลดลง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ตรีผลา (สมุนไพรมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก)

ตรีผลา คือชื่อขางสามสมุนไพรธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านออนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะเมื่อนำทั้งสามชนิดมารวมกัน ประสิทธิภาพในการรักษาโรคก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า ทั้งนี้เพราะสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิดล้วนมีคุณสมบัติที่ดีเด่นอยู่ในตัวของตัวเองอยู่แล้ว อาทิ มะขามป้อม อุดมไปด้วย สารแทนนิน ที่มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ถึง 2 ชนิดด้วยกัน คือ สารเอมบลิเคนิน เอ และสารเอมบริเคนิน บี  (Emblicanin A & B)  ทั้งยังมีวิตามิน C กลุ่ม Ascorbigen ซึ่งมีคุณสมบัติเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและต่อต้านอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งได้อีกด้วย

ขณะที่สมอไทยและสมอพิเภกเอง ก็มีคุณสมบัติช่วยในการส่งเสริมและสนับสนุนคุณประโยชน์ของมะขามป้อมได้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ สมอไทยมีสรรพคุณแก้อาการไอ แก้หอบหืด แก้แพ้ รักษาอาการไซนัสเรื้อรัง ลดน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และไม่สูงเกินไปในผู้ป่วยเบาหวานอีกด้วย ส่วนสมอพิเภกนั้น จะมีน้ำมันที่ออกฤทธิ์คล้ายน้ำมันละหุ่ง ใช้เป็นยาระบาย เมื่อผลสุกจะใช้เป็นยากระตุ้นการหลั่งของน้ำดีช่วยให้กระเพาะอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้นทั้งยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในตับและในหลอดเลือดแดง ทำให้ความดันโลหิตเป็นไปอย่างปกติอีกด้วย

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบันสภาวิจัยแห่งชาติ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ สีหณัฐ ธนาภรณ์ อาจารย์สาขาเภสัชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก รวมสมุนไพรทั้งสามชนิดที่เรียกรวมกันว่า ตรีผลา นี้ มีสรรพคุณช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ โดยการทดลองกับเซลล์มะเร็ง(มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งเต้านม) ในห้องปฏิบัติการวิจัยเป็นอันดับแรก และได้ผลดีเกินคาด

นอกจากนี้ยังมีการนำเอาสมุนไพรตรีผลามาใช้ในการป้องกัน และบำบัดเกี่ยวกับระบบภูมิคุมกัน เช่น หวัด วัณโรค และเอดส์ ได้อีกด้วย

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ปัญจขันธ์

สถิติจากผลการวิจัยพบว่า ตัวยาสำคัญที่สกัดได้จากปัญจขันธ์ มีสรรพคุณในการยับยั้งเอนไซม์ อชไอวีโพรทีเอส มีคุณสมบัติป้องกันการยับยั้งการแพร่กระจายและเพิ่มจำนวนขึ้นของเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) โดยในประเทศญี่ปุ่นจะใช้สารที่สกัดได้จากสมุนไพรชนิดนี้ เพื่อยับยั้งการอักเสบ บรรเทาอาการปวด ลดระดับไขมันในเลือด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้เพราะในปัญจขันธ์ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ 3 ชนิดด้วยกัน คือ เควอซิติน (Querretin)  เคมฟอรอล  (Kaemferol ) และโพลีฟีนอล (Polyphenols) เป็นต้น

สารโพลีฟีนอลในปัญจขันธ์มีสรรพคุณในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความตึงเครียด และช่วยในการป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร ขณะที่สารเคมเฟอรอล ซึ่งป็นสารเคมีในกลุ่มฟลาโวนอยส์ (Flavonoids) นั้น มีคุณสมบัติในการป้องกันโรคหลอดเลือดแข็ง ยับยั้งสารก่อมะเร็ง ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือดและลดอาการแพ้ต่างๆได้อีกด้วย

นอกจากปัจจัยต่างๆดังที่กล่าวมาแล้วนี้ การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ยังสามารถช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกาย และช่วยยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็งออกไปได้อีกด้วย หรือบางรายที่ได้รับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที ก็สามารถจะรักษาให้หายจากโรคได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่า ในทางปฏิบัติผู้ป่วยอาจจะต้องใช้ความอดทนในการบำบัดรักษาค่อนข้างสูง บางรายอาจถึงกับหงุดหงิดและเบื่อหน่ายได้เช่นเดียวกัน แต่ความอดทน อดกลั้น ละความตั้งใจจริงเท่านั้น ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสร้างภูมิต้านทานที่เข้มแข็งให้กับร่างกายของตนเองได้ ในขณะที่การรักษาสภาพจิตใจของตนเองให้เข็มแข็ง ลดความตึงเครียด และผ่อนคลาย ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้การรักษาอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

นายแพทย์ แมกช์ เกอร์สัน ได้ทำการทดลองบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยวิธีการควบคุมอาหาร ควบคู่ไปกับการรักษาตามกระบวนการทางแพทย์ ซึ่งได้ผลดีเกินคาด เพราะเมื่อใช้วิธีดังกล่าวนี้ไปได้สักระยะหนึ่ง ผลปรากฏว่าเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยได้เกิดอาการฝ่อ และสลายตัวไปในที่สุด

ทั้งนี้หลักการรับประทานอาหารเพื่อการบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็งตามหลักสูตรของนายแพทย์แมกซ์ เกอร์สันนั้น เชื่อว่า ข้าวกล้อง คืออาหารหลักที่ควรนำมารับประทานในทุกมื้อ เพราะแม้ข้าวกล้องจะมีรสชาติไม่นุ่มนวลน่ารับประทาน และยังมีความหยาบของเมล็ดข้าวค่อนข้างสูง แต่ข้าวกล้องก็เป็นโภชนาการบำบัดชั้นยอด เพราะในข้าวกล้องจะอุดมไปด้วยใยอาหาร วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย นอกจากข้าวกล้องแล้ว จมูกข้าวสาลี และ สาหร่ายทะเล ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งอาหารสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้เพราะสาหร่ายทะเลมีคุณสมบัติในการต่อต้านการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้ดีมาก เมื่อรับประทานเป็นประจำและที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ ผักสด และ ผลไม้ ซึ่งนับว่าจำเป็นอย่างยิ่ง
 
 
 
 
 
 
 
 

ส่วนอาหารประเภทที่มี ไขมัน อาทิอาหารจำพวก เนื้อสัตว์ เต้าหู้ ถั่วเมล็ดแห้ง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ (เช่น น้ำเต้าหู้) รวมถึงอาหารทุกชนิดที่มี รสหวานของน้ำตาล และรสเค็มทั้งหมด ผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับการงดเว้นโดยเด็ดขาด เพราะอาหารเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้น และหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโตได้อย่างดีทีเดียว
 
 
 
 
 
 
//ขอบคุณ...ภาพสวยๆและบทความดีๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Tichar เนเชอรัล ฟรุท โซป
"สบู่ดีท็อกช์ผิว ลดสิวฝ้า หน้าขาว กระจ่างใส"
(และยังชำระล้าง สารเคมีตกค้างบนใบหน้าได้อีกด้วย)

มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติ
และผลไม้หลากหลายชนิด
 
 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Powered by MakeWebEasy.com